น้ำส้ม 20-28

posted on 16 Jun 2008 10:09 by parmer  in memo

 

 

 

ทุกเช้าก่อนเข้าออฟฟิศ ผมต้องแวะซื้อน้ำส้ม ที่สี่แยก

เป็นแผงเล็กๆ ที่คนขายจะรู้งานมาก เพราะ แผงตั้งอยู่ตรงไฟแดงคนข้ามถนนพอดี

 

เวลาเธอเห็นผมเดินมาไกลๆ แค่พยักหน้า ก็ เตรียมใส่ถุงรอไว้เลย

จ่ายเงิน 20 ปุ๊ป ก็วิ่งข้ามถนนไปได้ทันที

 

แล้วช่วงหลัง ผมเกิดได้ลองน้ำส้มไฮโซ บนสถานีรถไฟฟ้า

และแรกๆ ที่ลองมันเหมือนว่า จะอร่อยกว่าน้ำส้มที่ผมคุ้นเคย เสียเหลือเกิน

กลิ่นหอม และ รสชาติ ที่ไฮโซกว่ามากมายนัก

 

แม้มันจะแพงกว่า ถึง 8 บาท และ ขวดใหญ่กว่ายาคูลท์ ไม่มากนัก

 

แล้วเช้านี้ผมก็กระแดะ อยากเปลี่ยนรสชาติ จาก 20 เป็น 28

ด้วยความที่สายแล้ว ผมจึง กำเงิน 100 บาท เตรียมจ่ายค่าน้ำส้ม

 

" เปิดมั้ย " คนขายถามผม

" ไม่ต้องครับ " ผมตอบ พร้อมก้มลงดูนาฬิกา

เธอส่งน้ำส้มมาให้ผม และ ผมยื่นเงิน 100 บาทไป เตรียมตัววิ่งไปที่ทำงาน

 

เธอรับธนบัตร 100 บาทไปจากผม แล้ว ชะงัก

เปลี่ยนจากน้ำเสียง ลัลลา ตะกี้ เป็นอีกแบบ

" มีเศษที่มันขาด มาด้วยรึเปล่า" เธอถามผมที่ยังคง งงๆ ว่าหมายถึงอะไร

" นี่ไง แบงค์มันขาด ไม่รู้ธนาคารจะรับมั้ย แบบนี้" ผมชะโงกหน้าไปดูแบงค์อันนั้นใหม่

 

มันขาดที่ปลาย ประมาณ 1 ซม ยาวประมาณ 1.5 ซม

แว่บนึงผมเกิดความสงสัย - ว่าใครมันจะพกเศษที่เหลือมาด้วย เพระาผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันขาด

แล้วไวเท่าที่ใจผมคิด - อืม

 

ผมโยนขวดน้ำส้มลงบนโต๊ะ ......

" งั้นเอาคื่นมา ผมไ่ม่เอาดีกว่า" ผมว่า พร้อมดึงแบงค์ร้อย ไร้ค่าใบนั้น กลับมา

ผมไม่ได้หันไปมองว่าเธอ มีสีหน้าอย่างไรต่อ - เสียเวลาชีวิตผม !

 

แล้วผมก็เดินลงไปข้างล่างสถานี - แน่นอน ผมต้องเดินผ่านร้านน้ำส้มประจำของผม

แม่ค้า ชะโงกหน้ามาแต่ไกล ด้วยสีหน้ามุ่งมั่น พร้อม น้ำส้ม และ ถุงพลาสติกในมือ

รอใส่ - ทันทีที่ผมพยัีกหน้า..!

 

แน่นอน ผมพยักหน้าให้โดยไม่ต้องคิดซ้ำ

ผมตัดสินใจยื่นแบงค์ 100 ใบนั้นให้แม่ค้าอีกครั้ง

 

เธอหยิบไป และผมแน่ใจว่าเธอเห็นว่ามันขาด....

แต่ผมไม่เห็นเธอชะงัก รึ ลังเลเช่นกัน

 

ที่จะนำเงิน 100 นั้นใส่กล่อง

และยื่นน้ำส้มสุดธรรมดา 20 บาทนั้นมาให้ผม

 

ผมมาถึงที่ทำงาน สายไป เกือบ 45 นาที

และหลังจากเปิดเครื่อง และ นั่งลงประจำที่

 

ผมก็ หยิบเจ้าน้ำส้มขวดนั้นมาดื่ม

และให้น่าแปลกใจว่า

 

ผมเพิ่งพบว่า

วันนี้ มันอร่อยเป็นพิเศษ

 

และทำให้ผมสงสัยว่า

 

แล้ว.....

จะต้องจ่ายแพงกว่าเพื่ออะไร ???

 

******************************************

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ผมคิดว่า ที่ร้านน้ำส้มบนสถานี เธอคือพนักงานขาย ที่มีหน้าที่ขาย
ดังนั้นการที่เธอกังวล ก็คือเธอกลัวที่จะถูกตัดเงินเดือนกระมังครับ

เดี๋ยวนี้พนักงานขายใส่ใจกับลูกค้าน้อยกว่าเดิมเยอะมากนะครับ
ทั้งๆ ที่เขาคือส่วนสำคัญที่ทำให้ร้าน ขายได้ หรือขายไม่ได้

#2 By AkE on 2008-06-16 12:07

รู้ครับ ว่าเป็นแค่พนักงานขาย

แต่ พูดดีๆ ไม่ก็ควรมีวิธี ที่ดีกว่านี้

คนทุกคนชอบคนพูดดีๆ ครับ

ปล. แค่พนักงานยังมีสิทธิ์เลือกได้ ว่าจะเอาแบงค์แบบไหน

เราเป็นลูกค้าก็เลือกได้ ว่าจะใช้เงินไปกับร้านแบบไหนเช่นกัน

#3 By parmer on 2008-06-16 12:55

ถ้าน้ำส้มแบบโลโซ ทานแล้วไม่ท้องเสีย ผมก็ว่าดีมากๆเลยครับ พวกน้ำส้มไฮโซน่าจะใส่สารอะไรต่ออะไรให้อร่อย+กันบูด

ส่วนเรื่องธนบัตรเงินที่ขาดๆ แหว่งๆ ตอนนี้ผมก็มีปัญหามากๆ คือธนาคารไม่รับฝากทั้งทางเคาน์เตอรืหรือตู้ ทั้งๆที่มันน่าจะเอาธนบัตรของเราไปเคลมแบงค์ชาติได้

ด้วยเหตุนี้เองทำให้มีเงินที่ขาดๆแหว่งๆ วิ่งอยู่ในระบบ แล้วทุกคนก็พยายามผลักดันลงไปให้ร้านค้าครับ

มันน่าแค้นตรงที่ธนาคาร สถาบันการเงินของไทย ไม่ยอมรับเงินครับ

#4 By มนุษย์กล่อง on 2008-06-16 13:30

แย่จังแฮะ เมืองไทย

ประชาชนนี่แย่ทั้งขึ้นทั้งล่ืิองเลย

#5 By parmer on 2008-06-16 13:34

อยู่กับสิ่งที่คุ้นเคยก็ดีกว่า...จริงไหมคะ

#6 By Lovelyjay on 2008-06-16 18:07

เธอคงโดนมาบ่อยแล้วมั้งเรื่องแบงค์ขาด
บังเอิญก็เปลี่ยนน้ำเสียงเร็วไปหน่อย
เพราะด้วยความที่ทำงานไม่โปร

หลายๆคนมีเงินถือไปซื้อของ ก็คือคนที่มีสิทธิ์ที่จะเลือก
และพิจารณาดูว่าจะใช้บริการร้านใดดี
โดยคาดหวังว่าจะต้องได้รับการบริการที่ดี แล้วประทับใจ
แต่บางทีอาจจะลืมไปว่าคน (ถูกจ้างมา)ขายน้ำส้ม
ที่เคาน์เตอร์บนสถานีรถไฟฟ้าอย่างนี้
คงจะไม่ได้มีจิตใจรักการบริการการขายอย่างดีเยี่ยม (ทุกคน) เท่าใดนัก
แต่ถ้าจะมองคุณป้าที่ขายน้ำส้มข้างล่างว่าทำไมเธอถึงทำได้
ผมว่ามันต่างกันตรงที่ว่า

น้ำส้มนั้นมัน"ของเธอ"
ไม่ใช่น้ำส้ม"ของเค้า" (จ้างมาขาย)

angry smile

#7 By m@Y D@y (58.8.152.246) on 2008-06-20 20:24