โลกที่คู่ขนานระหว่างความฝันกับความจริง บางทีมันอยู่ใกล้กันแค่นิดเดียว ชั่วครู่ ชั่วยาม โลกในความฝัน
อาจจะมาใกล้จนเรารู้สึกเสมือนจริง จนทำให้ บางครั้งเราอาจจะลืมไปว่ามันเป็นแค่ความฝัน

กว่าจะรู้ตัวอีกที เราก็แยกมันไม่ออกเสียแล้ว ว่าสิ่งไหนคือโลกแห่งความจริง สิ่งไหนคือโลกแห่งความฝัน

**************************************************

เช้านี้ก็เป็นอีกเช้า ที่ ชีวิตคนทำงานกินเงินเดือนอย่างฉัน ต้องตาลีตาเหลือกตื่นตั้งแต่ เช้ามืด รีบแต่งตัว แต่งหน้าทาปาก เพียงเพื่อจะออกไป นั่งรอประจำทางสายที่แน่นขนัด

ยิ่งวันจันทร์แบบนี้ด้วย ยืนโหนกันเสียจนขาเริ่มเป็นตะคริวกว่าจะถึงออฟฟิศ

หวัดดีจ้ะ เสียงเพื่อนร่วมงานสาวสวย ดังขึ้นข้างๆ ฉัน ไงจ๊ะ น้ำ วันนี้มาสายอีกแล้วนะจ๊ะ เธอ ทักแบบนี้แทบทุกวันที่ฉันสาย ไม่รู้ว่าทำไม หล่อนถึง วุ่นวายกะเรื่องการมาทำงานของฉันนัก

จ้ะ รถติดน่ะ วันนี้ ชุดสวยจังเลยนะ เข้ากับสีปากเลย แล้วฉันก็ต้องยิ้มหวาน ตอบไปแบบ ใส่หน้ากากกันสุดๆ แทบทุกเช้าไปเช่นกัน

เวลาผ่านไปอย่างน่าเบื่อตามปกติของวันทำงานเช่นทุกวัน แล้ว เสียงโทรศัพท์มือถือ ของฉันก็ดังขึ้น

ไงแก โทรมาแต่วันเลย เสียงปลายสาย คือ ไอ้เป๋ เพื่อนสมัยเรียนมหาลัยของฉันเอง ชื่อ เป๋ นี่ฉันก็เป็นคนตั้งให้มันเอง เนื่องจาก ตอนเปิดเทอมวันแรก มันมามหาลัยในสภาพ ขาเดี้ยงเข้าเฝือกไปข้างนึงเพราะรถมอเตอร์ไซค์ล้ม และฉันเองนี่แหละ ที่ตะโกน แซว อ้าว คุณเป๋!” ดังลั่น กลางลานรับน้อง สิ้นเสียงแซวของฉัน ก็เป็นเสียงหัวเราะ ของคนเกือบทั้ง คณะที่ ยืน เข้าแถวเตรียมตัวให้พี่ตรวจแถว

ไอ้น้ำ แกจะไปงานเลี้ยงรุ่นคืนวันศุกร์นี้มั้ยวะ มันถาม แบบ หยั่งเสียง

ทำไมยะ ถ้าชั้นไม่ไป แกจะไม่ไป รึ ไง หรือว่า แกจะออกค่า งานเลี้ยงให้ฉันยะ ถ้าเป็นแบบนั้นค่อยดูน่าสนหน่อย

นะ ไอ้นี่ หวังกินฟรีอีกตามเคย หนก่อน ชั้นก็เลี้ยงแก จำไม่ได้เหรอวะ มันเริ่มทวงบุญคุณ

ย่ะๆๆๆ ไงแล้วโทรมาถามแค่นี้ใช่มั้ย ฉันเริ่มตัดบท เพราะ เจ้านายเริ่มเหล่มาแล้ว

เร็วๆ แก นายชั้นมองแล้ว

เออ โทษทีว่ะ ไปนะแก เดี๋ยวเย็นวันศุกร์ จะบึ่งรถมารับ อยากให้แกไปด้วยนะ น้ำ มันพูดเสียงจริงจังจน ฉันเริ่ม เหวอ และรับปากมันไปแบบส่งๆ

อะๆ ได้ๆ ไว้ว่ากัน ชั้นไปทำงานต่อละนะแก ฉันวางสายไป และ เริ่มจมลงไปกับกองงานเขียนแบบต่อ

แต่พอเงยหน้ามาอีกทีก็ตอนที่ นายเรียกให้ไปพบในห้อง

คุณน้ำ ผมว่าคุณดูไม่ค่อย มีประสิทธิภาพในการทำงานเท่าไหร่นะ หมู่นี้ ดูไม่ค่อยมีสมาธิ แล้ว

นี่ก็มีคนมากระซิบผมว่า คุณมาสายแทบทุกวัน แถมกลับเร็วกว่าคนอื่น คุณมีปัญหาอะไรรึเปล่า อยากเล่าให้ผมฟังหน่อยมั้ย ?

อืม ไม่มีค่ะ ไว้ดิฉัน จะปรับปรุงค่ะ ฉันตอบไปแบบ เบื่อหน่าย และ มองออกไปนอกหน้าต่างไกลๆ เบื้องหลังเจ้านาย ฉันคิดในใจว่าจะดีแค่ไหนนะ ถ้าฉันบินออกไปจากห้องนี้ได้ตอนนี้ ฉันจะบิน บินออกไป ให้ไกล จนลิบตา

แล้วก็ต้องตื่นจากภวังค์ เพราะเสียงเจ้านาย ว่า

เอ้า ไปทำงานได้แล้ว จะมานั่งอยู่ทำไม

ฉันออกมาจากห้องด้วยความเหนื่อยหน่าย และ เซ็งที่มีคนไปฟ้อง เรื่องมาสาย แต่ก็เท่านั้น ถ้าฉันจะเดินไปตบมัน ก็คงต่อเมื่อฉันมีที่ไปที่อื่นแล้ว ไม่งั้น ค่าห้องและค่ากินอยู่อื่นๆสารพัด จะเอาที่ไหนไปจ่าย คิดแล้วก็ทำได้ แค่ถอนหายใจ

นึกถึงตอนที่ เพิ่งเริ่มเข้าปีหนึ่ง ฉันเข้าเรียนคณะนี้ด้วยความดีใจ และ ตื่นเต้นกับทุกสิ่ง รอบๆตัว ออกจะ ภูมิใจนิดๆ เลยไม่ได้ ด้วยซ้ำ ที่สอบเข้า คณะสถาปัตยกรรม ในมหาลัยอันดับหนึ่ง ของ ภาคเหนือได้

เข้าเรียนวันแรก ฉันเป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คนของคณะนี้ เลยถูก เอาใจเป็นพิเศษ ยิ่ง รุ่นพี่ให้จับคุ่ กับ ไอ้คุณเป๋ เพื่อน ที่ฉัน เป็นคน แกล้งตั้งชื่อให้แล้วด้วย ฉันยิ่งสนุกกับการแกล้งมัน ในฐานะที่มัน เป็นบั๊ดดี้ ฉัน ซวยๆจริง ไอ้เป๋เอ๋ย ฉันแอบขำเมื่อนึกถึงตอนนั้น

กาแฟแก้วที่สองผ่านไป และตอนนี้ เกือบ 4 ทุ่มแล้ว ที่ฉันยังไม่กลับบ้าน กึ่งๆ จะประชดเจ้านายที่ อยากให้ฉันอยู่เย็นบ้าง ฉันก็อยู่ให้ นั่งแก้งานและ ดูอะไรในอินเตอร์เนทไปเรื่อย เผื่อจะเจองานใหม่ที่น่าสนใจ

เสียงโ ทรศัพท์ ดังอีกครั้ง ไอ้เป๋อีกนั่นเอง

มีไรแก ฉันตอบรับ โดยตายังมองที่หน้าจอคอม อย่างจดจ่อ

ไม่มีไรว่ะ กำลังกลับบ้าน ไม่รู้จะคุยกับใครเลยโทรหาแก กินไรรึยังวะ มันถามขณะที่ฉันยังคง ไม่ได้ใส่ใจคุยกะมันเหมือนเคย

อือๆ ยังๆ เดี๋ยวไปกินน่ะ กลับบ้านดีๆละกันแก ฉันเริ่มตัดบท

งั้นกินข้าวซะด้วยนะแก เดี๋ยวปวดท้อง ชั้นไปล่ะ มันเสียงเบาลง คิดถึงนะเว้ย คำสุดท้ายนั่นเบาลงจน

แทบไม่ได้ยิน

เออๆ ไว้คุยกันแก ฉันแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน คำสุดท้ายนั่น จนเมื่อวางสายไปได้พักนึงแล้ว

ถึงได้เริ่มรู้สึกผิดเล็กน้อย จะว่าไปแล้ว ไอ้เป๋ ก็เป็นเพื่อนที่ดีของฉันมาตลอด แทบทุกครั้งที่มีปัญหา ก็มันนั่นแหละ อยู่เคียงข้าง แม้จะโดนฉัน กดขี่ข่มเหง หรือจะละเลยมันยังไง มันก็ ไม่เคยโกรธ หรือห่างหายไปไหน

จนเหมือนบางที ฉันรู้สึก เหมือนมันเป็นของตาย ที่ฉันจะใส่อารมณ์อะไรมันก็ได้

สงสัยจะต้องพูดกับมันดีๆ มั่งแล้วเรา ฉันคิด แล้วก็ เก็บของ เตรียมตัวกลับบ้าน

20 นาทีผ่านไปโดยไร้วี่แววรถสายที่รอ ฉันยังนั่งอยู่ คนเดียวที่ป้ายรถเมล์แห่งนั้น พร้อมสัมภาระเต็ม

สองมือ ทั้งกระเป๋าแบบ และ หนังสือออกแบบ รึว่าจะกลับแท็กซี่ดีนะเรา ฉันเริ่มลังเล ง่วงแล้วด้วยตอนนี้

สายฝนเริ่มโปรยลง เบาๆ ดูสิ ฝนดันมาตกตอนนี้อีก และอีก 10 นาทีจากนั้น ฉันก็ยังคงหารถกลับไม่ได้ แท็กซี่ก็ไม่ยอมไปซักคัน บ้านฉันมันไกลนักรึไงยะ ฉันเกือบจะสบถออกไป หลังแท็กซี่คันที่ 4 จากไปโดยไม่ยอมไปยังจุดหมายของฉันเช่นเคย

ทำไงดีว๊าเรา ฉันเริ่มเหนื่อย อืมม ไอ้เป๋ มันทำงานดึกนี่หว่า ปกติป่านนี้กลับรึยังนี่ ฉันลองสุ่มโทรไปดู

อ้าว น้ำ โทรมามีไรให้รับใช้วะครับ มันตอบมาปลายสาย เสียงร่าเริงยิ่ง

แกยังทำงานอยู่รึเปล่า ชั้นหารถกลับไม่ได้ ถ้าแกยังไม่กลับบ้าน ชั้นจะได้ขอติดรถไปด้วยหน่อย ฉันถามแกมสั่ง

ซึ่งนั่นก็แปลว่า ให้ชั้นขับไปส่งแกที่บ้าน ว่างั้น มันหัวเราะ เอาสิ รอแป็บนะ พอดีเพิ่งสะสางงานเสร็จ กำลังจะกลับพอดีเหมือนกัน เดี๋ยวไปรับ แกอยู่ตรงไหนล่ะ เออ ดีเลย มีอะไรจะให้แกพอดี ตอนแรกจะให้วันเลี้ยงรุ่น แต่ให้เลยก็ดี รอจะให้มานานละ มันว่าด้วยเสียงแปลกๆ เดาอารมณ์ไม่ถูก

ป้ายรถเมล์หน้าออฟฟิศน่ะ เป๋ เอ้ย เอ ฉันพยายามพูดดี เพื่อเอาใจมัน

นะ ทีจะใช้เรา เรียกชื่อเล่นจริงๆ ได้ซักทีนะ ไอ้คุณน้ำ เหอะ เหอะ มันขำ

รอตรงนั้นแหละ เดี๋ยวชั้นไปรับเอง อย่างหนีขึ้นรถผิดคันไปละกันนะแก ยังจะมีกะใจหยอก

จะบ้าเหรอแก รีบๆ มาละกัน หนาวจะตายอยู่แล้ว ง่วงด้วย ฉัน เริ่มหงุดหงิดอีกรอบ

ได้ขอรับคุณผู้หญิง มันหยอดปิดท้าย

ย่ะ แค่นี้นะ

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ยังไม่มีวี่แววของ มัน ฉันเริ่มหงุดหงิด มากขึ้นเรื่อยๆ กดโทรศัพท์หามัน ก็มีแต่ เสียงสัญญาณตอบรับ ไอ้บ้าเป๋ ทำไรของมันวะ ฉันสบถ และเริ่มลังเล ว่าจะรอมันต่อไป รึ หาวิธีกลับเองดี นี่ก็ ไกล้ 5 ทุ่มเข้าไปทุกที แถมเริ่มเปลี่ยวขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีคนรอรถเหลือเลย ตอนนี้

เอาล่ะ พอกันที ความอดทนกับการรอของฉันเริ่มหมดลง แล้วก็เดินไปโบกแท็กซี่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้โชคเข้าข้างฉันบ้าง แท็กซี่คันนั้นยอมไปซักที ฉันเปิดประตู และ หอบข้าวของโยนไปในรถ นั่งพิงพนักอย่างหมดแรง

ระหว่างทางฉันยังพยายามที่จะกด เบอร์ไอ้เป๋ เพื่อจะด่ามันให้หายแค้น หนอย ได้ขอรับคุณผู้หญิง แล้วให้เรารอเก้อ เดี๋ยวจะด่าให้ลืมทางกลับบ้านไปเลย ฉันคิด

ไม่มีสัญญาณตอบรับ จากหมายเลขที่ท่านเรียกค่ะ ฉันฟังประโยคนี้มาเป็นรอบที่ 11 จนเริ่มหมดความพยายามและ เลิกใส่ใจมัน กลับมานั่งมองสายฝน นอกหน้าต่างต่อไป ฝนยังคงตกปรอยๆ ฉันชอบบรรยากาศแบบนี้ที่สุด แต่นั่นก็ต่อเมื่อฉันอยู่ในบ้าน หรือในรถแล้วเท่านั้นนะ บรรยากาศช่างน่า นอนฝันยิ่งนัก ฉันเริ่มหลับตา เคลิ้มๆ เหมือนจะหลับ

ในอาการกึ่งกลับกึ่งตื่น ฉันเห็นภาพ สมัยเมื่อฉันอยู่ ปีสองในมหาลัย ริมอ่างแก้ว ใต้ต้นไม้ใหญ่แถวนั้น มีฉัน กับ ไอ้เป๋ นั่งปรับทุกข์กัน เรื่องฉันไปแอบรัก รุ่นพี่ที่คณะอื่น จำได้ว่าฉันนั่งร้องไห้ ขี้มูกโป่งตอนที่ ฉันแอบเห็นของขวัญ ที่ฉัน เคยให้เค้าในวัน เกิด มันยังคงวางอยู่ที่เดิมโดยเค้าไม่สนใจแม้จะเปิดมัน ไอ้เป๋ ปลอบใจฉันตามประสามันว่า

เอาน่า เค้าอาจจะยังไม่เห็น รึ ยังไม่มีเวลาเปิดดูไงแก ไม่แน่นะ เค้าอาจจะเก็บของขวัญชิ้นที่ สำคัญที่สุดไว้ทีหลังสุดก็ได้นะแก มันพยายามปลอบ

แกอย่ามาปลอบชั้นเลย คนโง่ที่ไหนก็ดูรู้ ว่าเค้าไม่สนใจ ชั้น สงสัยชั้นจะน่ารักไม่พอละมัง ไม่ก็อึ๋มไม่พอ ฉันเริ่มพาล

ไหนเลยจะไปสู้สาวๆ คณะนั้นได้ ขาว สวย หมวย อึ๋มทั้งนั้น เฮ้ออ ฉันเอนนอนลงกับพื้นหญ้านั้น พร้อมถอนหายใจยาว

แกว่าคนอย่างชั้น จะมีคนมาชอบ มารักได้มั้ยวะ ฉันถามมันลอยๆ

มันนิ่งไปพักนึงก่อนตอบเสียงขึงขังจนฉันแปลกใจว่า

มีสิ ชั้นว่าแกเองมีดีตั้งเยอะ อาจจะดีกว่าพวกแม่พวกนั้นที่มีแต่ความสวย หรืออึ๋มก็ได้ เพียงแต่แกจะสังเกตเห็นมันมั้ย ว่า มีใครรู้สึกดี รึแอบชอบแกบ้าง มันว่า พลางนอนลงบนพื้นหญ้าข้างๆฉัน

ฟ้าสวยดีนะแก ชั้นไม่เคยมองมันเต็มๆ ตา แบบนี้มาก่อนเลย มันเปลี่ยนเรื่องพูด

คันว่ะ หญ้าตำหลัง ฉัน เปลี่ยนเรื่องบ้าง แล้วแก เคยชอบใครมั่งมั้ยวะ เห็นน้องๆ ปีหนึ่งออกจะกรี๊ดกร๊าดแกนี่ ไม่สนใจสาวๆ พวกนั้นมั่งรึ ฉันถามกลับ

ไม่หรอก ชั้นชอบคนยากน่ะ ถึงจะไม่หล่อ แต่ก็เลือกนะเว้ย ห้า ห้า มันว่าพลางหัวเราะเสียงดัง

ชั้นถามจริงๆ นะ แล้วแกไม่เคยชอบใครมั่งเหรอวะ ในชีวิตแกน่ะ ฉันซักต่อ

เคยสิวะ มันตอบ...และจนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังชอบอยู่ มันพูด ลอยๆ

แก ชั้น หิวแล้ว ไปหาไรกินที่กาดหน้ามอกันเถอะ ฉัน หยุดบทสนทนาไว้แค่นั้น

เอาสิ เอามอไซค์ชั้นไปนะ มันว่า ยิ้มแฉ่ง

อือ ก็แน่ล่ะสิ ชั้นไม่เดินไปเองหรอกนะแก ฉันอดไม่ได้ที่จะ แขวะมันอีกสักที ก่อนไป แต่ไม่รู้ทำไม ใจฉันมั่นถึง เต้นรัวได้ขนาดนั้นในตอนนี้....

ตี๊ดดด.... เฮ้ย แก ชั้นอาจไปเลทนิดนะ มีงานโทรศัพท์ด่วนจากลูกค้าว่ะ โทรเข้ามือถือแกไม่ติด ไม่รู้ทำไม แล้วจะรีบไปรับนะจ๊ะ คนสวย 55 แซวเล่นอย่าด่ากูนะเว้ย เจอกันแก....... ตี๊ดดด เสียงตอบรับในเครื่องโทรศัพท์ มือถือ ที่ฉันเพิ่งกดฟังเมื่อกี้ ยิ่งทำให้ฉันหงุดหงิด เลทนิดหน่อยอะไรยะ ไม่มาเลยต่างหาก ฉัน ด่ามันไปลอยๆ กับโทรศัพท์

ไม่มีสัญญาณตอบรับ จากหมายเลขที่ท่านเรียก ..... .ฉันยังคงนั่งจิ้มโทรศัพท์หามัน จนเริ่มอดเป็นห่วงไม่ได้

เป็นไรรึเปล่าวะนี่ เอาล่ะ คืนนี้ลองอีกครั้ง แล้วพรุ่งนี้ค่อยโทรใหม่ ฉันเริ่มปลง

ฉันออกจากบ้านแต่เช้า นั่งทำงาน จนเย็น และ ทุกอย่างยังคงน่าเบื่อเหมือนเดิม แต่ฉันลืมโทรหาไอ้ เป๋ ไปซะสนิท จนเมื่อนาฬิกา บอกเวลา 2 ทุ่ม ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

ไงคนสวย เสียงไอ้เป๋ ที่คุ้นเคย ก็ดังขึ้น

แว่บแรก ฉันเกือบตะโกนไปด้วยความดีใจ ว่า เป็นห่วงแทบตายไอ้บ้า หายไปไหนมา แต่ด้วยความงอนที่ยังมีอยู่มากกว่า จึง ว่ามันไปว่า

แกไปหายหัวอยู่ไหนมา ไหนว่าจะมารับ ชั้นยืนรอจน ดึกเลย ทำไมไม่โทรมาบอกรึอะไรว่ามาไม่ได้ จะได้ไม่ต้องรอ...ฉันปล่อยออกไปเป็นชุด ตามความโกรธ

มันเงียบ และ เอ่ยขอโทษ ขอโทษว่ะ มีปัญหานิดหน่อย ว่าจะโทรหาก็โทรไม่ติดด้วย อย่าโกรธ กันนะ มันพูด เสียงอ่อนหวาน

เออ ช่างมันเถอะ ฉันตอบไปอย่างเสียไม่ได้

แล้วทานอะไรรึยังวะ ระวังปวดท้องนะแก มันถามคำถามเดิมๆ

ยัง เดี๋ยวค่อยแวะซื้ออะไรแถวบ้านเอา แก ชั้นไปละ จะกลับบ้านละ ไว้คุยกันนะ บาย ฉันวางสายมันแบบยังไม่หายเคือง และ เก็บของกลับบ้านอย่างรีบร้อน

เดินกลับขึ้นคอนโด ก็ถึงนึกขึ้นได้ ว่า ลืมซื้อ ข้าวมากิน ว้า แย่จังเรานี่ กินไรดีล่ะทีนี้ ฉันรำพึงกับตัวเอง

พลันสายตาก็เหลือบไปเห็น ถุงพลาสติกสีขาวห้อยอยู่ ที่ประตูห้อง ฉันแปลกใจ และเดินไปหยิบดู ก็พบว่าเป็นห่อผัดไท อาหารโปรดของฉัน

ใครซื้อมานี่ ไม่ได้ฝากใครซื้อนี่เรา รึว่าเป็น น้องห้องข้างๆ อืมม ช่างเถอะ กำลังหิวพอดี ฉันเอ่ยไปลอยๆ ขอบคุณนะค้า ใครก็ตามที่ซื้อให้ เปิดประตูห้องเข้าไป เอาผัดไทถุงนั้น ใส่จาน แล้วเอนหลังดู เดินไปเปิดทีวี และเอาจานผัดไทมานั่งกิน แล้วก็เริ่มสงสัย ว่า เจ้าน้องข้างห้องเรารู้ได้ยังไง เรื่องที่เราไม่กินกุ้งแห้งกับ ใบกุ้ยช่าย ฉันเริ่มงง เพราะในจานไม่มีทั้งสองอย่างตาม ผัดไทปกติที่ควรจะมี ซึ่งปกติก็มีแต่คนสนิทของฉันเท่านั้นที่รู้ ว่าแล้วก็นึกถึง ร้านผัดไทหน้ามอที่ ฉันกับไอ้เป๋ ชอบไปนั่งกินเวลาเลิกเรียน

ทำไมแกไม่กิน กุ้งแห้งวะ ของอร่อยนะนั่นน่ะ มันถามทำหน้า งงๆ

ก็ชั้นแพ้กุ้ง ฉันตอบแบบเซ็งๆ

แค่กุ้งแห้งตัวแค่เนี้ย แกยังแพ้เหรอวะ ฮ่าฮ่า และจะไปชนะอะไรได้วะ แก มันเริ่มแซว

ไอ้นี่ วอนแล้วซะแล้ว อะ ป้าแกลืมอีกละ ไหนสั่งว่าไม่เอาใบ กุ้ยช่าย ดูสิดัน ใส่มาเต็มเลย ฉันเตรียมจะเรียกแกให้มาเอาไปเปลี่ยน

มา เอามา ชั้นกินให้เอง มันว่า พร้อมเขี่ย ใบกุ้ยช่ายจากจากจานของฉันออก

แล้วแกชอบกินเหรอไอ้ผักนี่ ไม่ชอบอะ มันพูดแต่เคี้ยวใบกุ้ยช่าย ตุ้ยๆ

อ้าว แล้วก็ไม่บอกไปกินมันทำไม ฉันรู้สึกผิด

ไม่เป็นไร กินไปแล้ว มันยิ้มจน เห็น ใบกุ้ยช่ายที่ติดตามซอกฟันมัน จนฉันกลั้นหัวเราะไม่ไหว

ฮ่าฮ่า แกไปบ้วนปากเลยไป เต็มปากแล้วนั่น

เหรอวะ เออ เดี๋ยวมา มันว่า พลางขอตัวไปห้องน้ำ

แต่ฉันนั่งอมยิ้ม และ กินผัดไทที่ไอ้เป๋เขี่ยใบกุ้ยช่ายให้ ต่ออย่างมีความสุข

แล้ว ฉันก็คิดถึงมันขึ้นมาอีกจนได้ ไอ้เป๋ รึคุณ เอ ที่พนักงานในบริษัทมันเรียก อยู่ที่นั่นมันเป็นคุณเอ นักออกแบบผู้เก่งกาจ ค่าตัวสูงที่ใครๆ ก็ต้องยอมให้มัน แต่กับฉัน มันก็ยังเป็นไอ้เป๋คนเดิม ที่ยอมให้ฉันโขกสับ เหมือนในสมัยเรียน

ฉันเริ่มหัวเสียมากขึ้นกับการต่อโทรศัพท์หามัน โทรศัพท์มันเป็นไรนี่ โทรไปไม่เคยมีสัญญาณตอบรับ เงินก็มี ไม่รู้จักซื้อรุ่นดีๆ มาใช้ ฉัน บ่นกับตัวเอง พลางนึกถึงมือถือที่มันใช้ รุ่นสมัยพระเจ้าเหา

นี่แก โทรศัพท์รุ่นนี้น่ะ เค้าใช้ตำน้ำพริกกันหมดแล้ว ดูสิ เงินเดือนตั้งเท่าไหร่ ไม่รู้จัก ซื้อรุ่น ฮิปๆ มาใช้มั่ง ฉันบ่นมันเมื่อวันที่เลี้ยงรุ่นครั้งที่แล้ว

โทรศัทพ์ มันก็ใช้แค่โทรเข้าโทรออกละวะ สำหรับชั้น รุ่นไหนมันก็เหมือนกัน มันตอบแบบไม่ใส่ใจเท่าใดนัก

ว่าแต่แกยังใช้ซองใส่อันนี้อีกเหรอวะ เน่ามากแล้วนะ ชั้นซื้อให้แก ตั้งแต่ปี 3 โน่นแน่ะ เปลี่ยนได้แล้ว

มันยิ้ม ก็มันยังใช้ได้อยู่นี่ แก จะเปลี่ยนทำไม ชั้นชอบของชั้นนี่หว่า มันพูดหน้าตาเฉย จนฉันรู้สึกแปลกๆ กับคำตอบมัน แล้วก้มหน้ากินอาหารบุพเฟห์ สุดแพงมื้อนั้น ต่อไป แต่หูยังเงี่ยฟัง เมื่อเพื่อนๆคนอื่น แซวมัน เรื่องแฟน

ไหนวะ ไอ้เอ เมื่อไหร่มึงจะพาแฟนมาให้กูดูซักทีวะ พวกนั้นคะยั้นคะยอถาม โดยมีฉัน แอบฟังด้วยความอยากรู้ เช่นกัน

ไว้มีแล้วจะเอามาให้ดูละกันว่ะ มันตอบ แบบเขินๆ หันมามองฉันแล้ว ถามแก้เก้อว่า เฮ้ยไอ้น้ำ แกล้งสมยอมเป็นแฟนหน่อยสิวะ พวกนั้นจะได้เลิกแซวซักที มันตะโกนถามทีเล่นทีจริง

ฉันแทบสำลัก อาหารที่กำลังเคี้ยว ไอ้บ้าเป๋ เอาแกเป็นแฟน ฉันยอมอยู่ เป็นทอม ดีกว่าว่ะ ฉันตะโกนข้ามโต๊ะกลับไปบอกมันกับ ไอ้พวก ทะโมนเพื่อนมัน

สิ้นเสียง หัวเราะของพวกนั้น ฉันแอบเห็น สายตามันมองมาที่ฉันแบบตัดพ้อ แต่ก็ยังไม่วายยังยิ้มแฉ่งให้ ทุกครั้งที่ สายตามัน มาเจอสายตาฉันพอดี

คืนวันนั้น มัน มาส่งที่หน้าคอนโดเช่นเคย แต่ ดันไม่ปลดล็อกให้ลง ฉันเลยหันไปถามมัน ว่ามีอะไรรึเปล่า

ชั้นมีอะไรจะถามแกน่ะ น้ำ มันถามเสียงเบากว่าที่ฉัน คุ้นเคยเสมอมา

หือ มีไรล่ะ ฉันถามกลับ แบบเริ่มใจเต้น โดยไม่มีเหตุผล

ถ้า... มันเริ่มพูด ถ้าวันนึง แกไม่มีใคร เราจะ.... เอ่อส์ ...คบกันได้มั้ย มันถาม แบบไม่มองหน้าฉัน

หลังจาก อึ้งกับคำถามไปแปปนึง สัญชาติญาณป้องกันตัวของฉันก็ ทำให้ตอบไปอย่างเคยตัวว่า

โอย จะมาอะไรกะช้าน แก เป็นเพื่อนชั้นนะ แล้วชั้นก็เป็นเพื่อนแก ตอนนี้เราก็คบกันไง แบบเพื่อน ให้ชอบแกน่ะ ชั้นทำไม่ลงหรอกว่ะ สิ้นคำสุดท้ายที่ออกจากปากฉันไป ก็กลับรู้สึกแปลก เหมือนจะเสียใจและ เสียดายอะไรบางอย่างขึ้นมา

มันไม่มีทางเลยเหรอวะ มันถาม หันมามองหน้าฉันแบบเอาคำตอบ

เอ่อ ก็ นะ ฉันตอบไม่ถูก มึนๆ กับคำถามและคำตอบของตัวเอง ชั่วครู่นี้

เอาเหอะ ไว้แกเอาแหวนเพชรน้ำงามๆ ซัก 5 กะรัต มาให้ชั้นดูก่อนละกัน แล้วชั้นค่อยคิดอีกที ฉันตอบ ส่งๆไปแบบนั้น เพราะไม่คิดว่ามันจะเอาจริงเอาจังอะไรกับคำตอบ

มันนิ่งไป พักหนึ่ง จนฉันเริ่มใจเต้นไม่เป็นจังหวะ มันจะมาไม้ไหนต่อวะนี่ ฉันคิดในใจ

ได้ ....คำตอบที่ออกจากมัน มีแค่นั้น รอวันนั้นละกันแก อย่าเพิ่งหนีไปไหนล่ะ มันพูดเสียงหนักแน่น

สักวัน ชั้นจะเอามาให้แก มันพูดพลางปลดล็อกรถออก แล้วลงไปเปิดประตูให้ ด้วยท่าที ที่ นุ่มนวลกว่าที่ฉันเคยรู้จักมัน

ฝันดีนะแก ชั้นไปละ มันบอก และขับรถออกไปจากที่นั้น

ฉันยังมองรถมันไปไกลจนลับตา ตอบตัวเองไม่ได้ ว่าในใจฉันคิดอะไร และรู้สึกเช่นไร ในเวลานั้น

เวลาผ่านไป ฉันก็ยังคงวุ่นกับงานเช่นเคย  จน ถึงวันที่เรานัดกันจะไปงานเลี้ยงรุ่นกันอีกครั้ง  และวันนั้น ฉันก็ทำงานด้วยความกระสับกระส่าย และไม่มีสมาธิเอาเสียเลย  ใจเอาแต่คิดถึงแต่เรื่องของมัน  และการเงียบหายไปแบบนั้น  ทำฉันเป็นห่วงมันมาก ไม่รู้ทำไม

               

                มีพัสดุ ส่งถึงคุณ น้ำ ค่ะ แม่บ้านที่ออฟฟิศ  เดินเอาของมาให้ฉัน ในบ่ายวันนั้น  มันเป็นถุงกระดาษใบเล็กๆ  ที่ห่ออย่างดี และแน่นหนา โดยไม่มีชื่อผู้ส่งใดๆ

                ฉัน รับมันมา วางไว้ที่หน้าจอ  โดยไม่ได้สนใจเท่าไรนัก  ใจมัวแต่คิดเป็นห่วง ไอ้เป๋  ...น่าแปลกที่ตอนนี้ ฉันรู้สึกห่วงมันแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งๆที่มันเคย ปรามาสเอาไว้นานแล้ว ตอนที่ มันเคยหายไปแบบนี้  แล้ว โผล่มา พร้อมกับ ชะลอมใส่ สะตอเบอร์รี่ ลูกใหญ่ ที่มันยื่นมาให้ตรงหน้า   พร้อม ทำหน้า งอเล็กๆ

                ชั้นหายไปตั้งอาทิตย์ ไม่โทรกันเลยนะแก  ไม่ห่วงชั้นเลยเหรอวะ  มันถามแบบน้อยใจ

                เอาน่า ก็เห็นกลับมา ครบ 32 นี่  แล้วไปไหนมาล่ะแก  ฉันถามแบบ กลัวมันน้อยใจ

                ไปออกค่ายที่ สะเมิงน่ะ   ช่วยเค้าสร้างห้องสมุด เผื่อผลบุญจะทำให้  เรียนเก่งๆ กะเค้ามั่ง  ที่ไม่ได้บอกแก เพราะ ว่าไปกะทันหัน เพื่อนที่ค่ายอาสามันชวนน่ะ  ว่าจะโทรหาแก ก็ไม่มีตังค์ในโทรศัพท์เหลือ  แต่ชั้นเอาของมาฝากแกด้วยนะ นี่ไง เด็ดเองกะมือ กว่าจะหอบใส่มอไซค์มาได้ ถนอมมันยิ่งกว่า ชีวิตชั้นอีก  มันคุย

                ฉันรับมาแล้วก็ วางไว้ อือ ขอบใจนะแก  ไว้เดี๋ยวจะเอาไปแช่ตู้เย็น  ฉันบอกมัน แบบไม่ได้ใส่ใจนัก

                มันนิ่งไปซักพัก  แล้วถามว่า  วันนึง ถ้าชั้นหายไป ตลอดกาล แกจะคิดถึงชั้นมั้ยวะ 

ฉันนิ่งไปกับถามคำนั้นเล็กน้อย  แต่ด้วยฟอร์มที่ยึดพื้นที่ในหัวใจฉันมากกว่าความรู้สึกผิด เลยตอบไปว่า 

หายไปสิดี ชั้นจะได้ไม่ปวดหัว สบายจะตาย อยู่คนเดียว ฉันพูดไปแบบไม่ตรงกับใจ 

                แล้วชั้นจะคอยดู หวังว่าแกจะมีน้ำตา ให้ชั้นสักครั้ง เมื่อถึงวันนั้น   มันพูด และ  เดินออกไปจากใต้คณะ

                ปล่อยฉันนั่ง ซึมมองชะลอมของฝาก  และรู้สึกผิดที่ตอบไปแบบนั้น

                .......แล้วถ้าวันนึงมันหายไปตลอดกาลจริงๆ  ฉันจะทำยังไงกัน

 

                *****************************************

 

                กว่าฉันจะเริ่มให้ความสนใจกับกล่องในถุงกระดาษนั่น  ก็เมื่อเพื่อนๆ โทรมาถามว่าตกลงจะไปงานมั้ย และชั้นตอบรับคำไปแบบเสียไม่ได้ ว่าคงจะไป

                วางสายจากเพื่อนไป  ฉันก็ นั่งเอามือเขี่ย ถุงกระดาษนั้นเล่น ใจยังคิดถึงเรื่อง มันเช่นเดิม แล้วก็เริ่ม หยิบถุงนั้นมาแกะดู  มีกล่องเล็กๆ สวยงาม บนกล่องมีการ์ด เล็กๆ เหน็บอยู่ บนกล่องด้วย

                สำหรับการยุติ ความเป็นเพื่อน  หน้าแรกของการ์ดเขียนแบบนั้น  ฉันเริ่มงง นี่มันอะไรกัน

                พอเปิดไปอีกหน้า  ก็ พบข้อความถัดมา

                เพื่อขอเปลี่ยนเป็นคนรัก  จาก  อดีตเพื่อนของแก   ฉันนั่ง อึ้งไปพักใหญ่ และ เหมือนน้ำตาเริ่มจะคลอ  ไอ้เป๋ ....นี่มัน  ฉันเอื้อมมือไปหยิบกล่องนั้นและเปิดมันออก

                ข้างในเป็นแหวนเพชร น่าจะประมาณ 5-6 กะรัต น้ำงาม และ ตัวเรือนสวย แบบที่ฉันชอบทุกอย่าง

                นี่แก...ฉันอุทานเบาๆ และน้ำตาที่เริ่มเอ่อไหลออกมา  น่าแปลกที่ฉันเพิ่งรู้ตัว และรู้หัวใจตัวเอง ว่า รู้สึกอย่างไรกับมัน ก็เมื่อรู้สึกดีใจเหลือเกิน  ที่ได้เห็นข้อความนั้นจากมัน 

                โถ่ แก ชั้นแค่พูดเล่นเรื่องแหวนนั่น  .....ไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย ฉันยิ้มทั้งน้ำตา

 

                แล้วก็รีบกดโทรศัพท์หามันอีกครั้ง ด้วยความดีใจ และ กระวนกระวายใจเป็นที่สุด  เดี๋ยวเถอะ  รับสายเมื่อไหร่  จะด่าให้สมกับ ที่ทำให้เป็นห่วงเลย  ไอ้เพื่อนบ้า ฉันพูดกับตัวเองทั้งน้ำตา

 

                ไม่มีสัญญาณตอบรับ จากหมายเลขที่ท่านเรียก..... ฉันยังรออยู่สักครู่  เผื่อมันจะยุ่งจะรับไม่ได้ รึ เผื่อมันจะเขิน และเป็นแผนของมันที่จะแกล้งหายไป เพื่อทำเซอร์ไพร์สนี้  และ สุดท้ายก็โผล่มารับฉันอีกทีในตอนเย็น ด้วยชุดหล่อ

                เอาวะ คืนนี้ ฉันจะเปิดใจกับมันในทุกเรื่อง  และแน่นอน จะยอมให้มัน แกล้งบอกทุกคนว่าเราเป็นแฟนกันแล้ว ไม่สิ มันกำลังจะเป็นเรื่องจริงนี่นะ  ไอ้เป๋ เอ้ย  ไอ้เอ เอ๊ยย  

                ...สวัสดีค่ะ ปลายสาย ตอบกลับมาเป็นเสียงผู้หญิง

                ฉันเริ่มตกใจ และ อึ้งไปเล็กน้อย   เอ่อ ดิฉันชื่อ น้ำค่ะ เป็น เอ่อ เพื่อนของ เอ ค่ะ

                เพื่อนเอ เหรอลูก.... เสียงทางนั้นเริ่มสั่น และเครือ

                นี่หนู รู้เรื่องเอ เค้ารึยังจ๊ะ  เสียงทางนั้นถามมา

                ฉันเริ่ม งง กับเรื่องราวตอนนี้ และตอบไปแบบไม่ค่อยรู้ตัวว่า

                เรื่องอะไรเหรอคะ

                นี่แม่ของเอนะลูก   เอเค้ารถคว่ำ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา  ตอนสัก เกือบๆ ห้าทุ่มได้...  พูดถึงตรงนี้ เสียงก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสะอื้น  นี่แม่จะโทรบอกเพื่อนๆ เค้าก็ ยังไม่มีเวลาหาเบอร์เพื่อนๆ เค้าเลย  ไม่รู้เอเค้าเก็บไว้ตรงไหน  ฮัลโหล ๆ ยังอยู่มั้ยจ๊ะ.....

 

                ฉันรู้สึก คว้างและ เหมือน ทุกอย่างมันเงียบงันไปหมด ในวินาทีนั้น  นี่มันเรื่องจริงเหรอ  รึฉันกำลังฝันไป ถ้ามันเป็นฝัน  เมื่อครู่นี้เอง  ที่ฉันเพิ่งเจอกับฝันที่ดีที่สุดในชีวิต   แล้วทำไม....

                หลังจากวางสายนั้นไปแบบไม่รู้ตัว